KonMari วิธีจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

KonMari วิธีจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล วิธีจัดบ้านในบทความนี้ สรุปและดัดแปลงมาจากหนังสือ

KonMari วิธีจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

วิธีจัดบ้าน ในบทความ นี้ สรุปและดัดแปลง มาจากหนังสือ “ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว” โดย คนโด มาริเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดบ้านอันดับ 1 ของโลก (หน้าปกบอกมาว่างี้) และผสมกับประสบการณ์จัดบ้านส่วนตัวที่ทีมงานของเราได้ลองทำแล้วจริงๆ

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจวิธีจัดบ้านแบบคมมาริ ที่คุณคนโดใช้กันก่อน

วิธีจัดบ้านให้เป็นระเบียบแบบคมมาริ คืออะไร

วิธีจัดบ้าน แบบ คมมาริคือ วิธีจัดบ้านที่ คิดค้นโดย คนโด มาริเอะ ซึ่งเน้นความเรียบง่าย และ มีประสิทธิภาพ หัวใจสำคัญของคมมาริ คือ การทิ้งสิ่งของที่ไม่มีคุณค่าหรือไม่สำคัญกับชีวิตให้ได้มากที่สุด แล้วลงมือจัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบแบบรวดเดียว

ทำไมจัดบ้านเท่าไรก็ไม่เป็นระเบียบ

1. เพราะจัดบ้านทีละห้อง ทีละส่วน

การจัดบ้านทีละห้อง คือหลุมพรางที่จะทำให้เราทำงานเดิมซ้ำๆ ไม่จบไม่สิ้น

เพราะเราจะไม่รู้จำนวนสิ่งของทั้งหมดในบ้าน ส่งผลให้จัดเท่าไรก็ไม่เสร็จซักที กว่าจะจัดอีกห้องเสร็จ ห้องแรกก็กลับมารกอีกแล้ว

หากคุณใช้วิธีที่ถูกต้องและลงมือจัดการกับความรกรุงรังแบบรวดเดียวจบ คุณก็จะมองเห็นผลลัพธ์ทันที ผลที่ตามมาคือคุณจะมีกำลังใจรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านต่อไป

2. เพราะจัดบ้านวันละนิด

ถ้าจัดบ้านมาทั้งชีวิตแล้วยังไม่เป็นระเบียบซักที การจัดบ้านวันละนิดก็ไม่สำเร็จหรอก

KONDO MARIAE แนะนำให้เรามองว่า การจัดบ้าน เป็นกิจกรรมพิเศษ ที่ต้องตั้งใจทำ และ ทำให้เสร็จรวดเดียว อารมณ์ประมาณ Big Cleaning Day นั่นแหละ

ถ้าคิดแบบนี้ได้ เราจะไม่ต้องจัดบ้านบ่อยๆ เพราะเมื่อเราเห็นว่าบ้านที่เป็นระเบียบขึ้นนั้นมันดีต่อชีวิตขนาดไหน เราจะไม่ยอมปล่อยให้บ้านรกอีกเลย

ความลับสุดยอดก็คือ แทนที่จะทำไปทีละนิด ให้หันมาจัดบ้านแบบรวดเดียวจบ แล้วความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

3. เพราะจัดเก็บอย่างเดียว แต่ไม่ได้ทิ้ง

การเก็บข้าวของ ให้ดูเป็นระเบียบไม่ใช่การจัดบ้าน แค่เป็นการหลอกตัวเองว่าปัญหาได้แก้ไขแล้ว เพราะสิ่งของส่วนเกินยังคงอยู่ รอวันกลับมารกอีกครั้งนั่นเอง ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การทิ้ง ไม่ใช่ การจัดหลัก

การจัดบ้านที่เปี่ยมประสิทธิภาพมีเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้น นั่นคือ การกำจัดของที่ไม่ต้องการและการตัดสินใจว่าจะเก็บอะไรไว้ที่ไหน

KonMari วิธีจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล วิธีจัดบ้านในบทความนี้ สรุปและดัดแปลงมาจากหนังสือ

วิธีจัดบ้านแบบคมมาริ (KonMari)

1. ทิ้งแบบรวดเดียวจบ

ก่อนจะเริ่มจัดห้อง คุณต้องมีภาพในหัวแบบละเอียดยิบเลยว่าอยากให้บ้านออกมาเป็นแบบไหน เช่น “อยากให้ห้องสะอาดเรียบร้อยเหมือนโรงแรม ไม่มีของวางเกะกะบนพื้น มีพื้นที่ออกกำลังกายกว้างๆ เล่นโยคะได้”

ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ให้หาไอเดียจากในนิตยสารหรือเว็บแต่งบ้านก็ได้ เพื่อที่คุณจะได้มีเป้าหมาย และไม่ล้มเลิกกลางทาง

ทีนี้ มาดูกันว่ามีเทคนิคการทิ้งอะไรบ้างที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

เกณฑ์ในการคัดของ

เลือกเก็บเฉพาะสิ่งของที่สามารถปลุกเร้าความสุขให้คุณได้ อย่าเก็บของที่อาจจะได้ใช้ในอนาคต เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะได้ใช้จริงไหม

กลเม็ด ที่สมควร ที่สุดคือ ถือของชิ้นนั้นไว้ แล้วถามตนเอง ว่า มันปลุกเร้าความสุขได้ไหม มันทำให้คุณมีความสุขหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็โยนทิ้งไปซะ ง่ายๆ แค่นี้เอง

จงเก็บแต่ของที่มีคุณค่าทางจิตใจและกำจัดของที่เหลือทิ้งไปให้หมด แล้วชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ สุดท้ายคุณก็จะได้พบกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่ปรารถนามาโดยตลอด

เริ่มจากสิ่งของของตัวเอง

ถ้าคุณอาศัยอยู่กับครอบครัว ควรเริ่มจัดสิ่งของของตัวเองก่อน เพราะไปยุ่งกับของของคนอื่นมีแต่จะทำให้ทะเลาะกันเท่านั้น

บางทีแค่ห้องของคุณสะอาด คุณอาจจะพอใจแล้ว และไม่แน่ว่าความสำเร็จของคุณอาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ อยากทำตามก็ได้

ข้อควรระวังคือ ควรรีบทิ้งสิ่งของให้เร็วที่สุด อย่ากองทิ้งไว้ เพราะอาจมีใครบางคนเอาของของคุณไปใช้ต่อ นั่นอาจทำให้งานของคุณไม่เสร็จ และของส่วนเกินจะยังวนเวียนอยู่ในบ้าน

ตัดใจทิ้งไม่ลงทำอย่างไร

ของบางอย่างแม้ว่าจะไม่ได้ปลุกเร้าความสุขเลย แต่เราก็อาจตัดใจทิ้งไม่ลง วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้นึกถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของมันที่ทำให้คุณซื้อมาตั้งแต่แรก ถ้ามันทำประโยชน์ข้อนั้นลุล่วงแล้ว ก็ขอบคุณสิ่งที่ของชิ้นนั้นทำมา และทิ้งมันไป

อาทิเช่น ถ้าเกิด คุณซื้อเสื้อตัวหนึ่งมา เพราะว่ามันดูสวยมากเมื่ออยู่ในร้านค้า แต่ว่า พอมาลองใส่จริง กลับไม่เหมาะกับคุณเลย นั่นแปลว่า เสื้อตัวนี้ได้ทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ มันสอนให้คุณรู้ว่าคุณไม่เหมาะกับเสื้อแบบไหน และมันได้ทำหน้านั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว จงขอบคุณมันและปล่อยมันไปซะ

ดื่มด่ำกับสิ่งที่มีความหมายต่อคุณอย่างแท้จริง คุณก็ต้องเริ่มจากการทิ้งสิ่งที่ทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้นไปแล้วเสียก่อน

2. จัดทีละหมวดหมู่

แนวทางจัดข้าวของ ทีละหมวดหมู่ คือ ควานหาของประเภทเดียวกัน จากทั่วทั้งบ้านหรือห้อง มากองรวมกันไว้ แล้วหยิบมันขึ้นมาทีละชิ้น ถามตัวเองว่าของชิ้นนี้ปลุกเร้าความสุขให้คุณหรือไม่ หากไม่ ก็ทิ้งมันไป

วิธีจัดบ้านที่ถูกต้อง ควรเรียงลำดับหมวดหมู่ตามนี้
1. เสื้อผ้า
2. หนังสือ
3. เอกสาร
4. ของจิปาถะ
5. ของที่มีคุณค่าทางจิตใจ

เสื้อผ้า

  • อย่าเก็บเสื้อผ้าไว้ เพราะคิดว่าใช้ใส่อยู่บ้านหรือใส่นอนได้
    • เวลานอนหรืออยู่บ้าน ก็เป็นเวลาสำคัญในชีวิต ยังไงก็ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำให้เราไม่มีความสุข ยิ่งชุดเก่าๆ ไม่ต้องพูดถึง
  • การเก็บเสื้อผ้า
    • คนโด มาริเอะ แนะนำให้เราเก็บเสื้อผ้าด้วยการพับเป็นหลัก
    • กุญแจสำคัญคือ การจัดเรียงเสื้อผ้าในแนวตั้ง ไม่ใช่ราบไปกับพื้น หรือซ้อนทับกัน
    • เพื่อให้วางตั้งได้ จึงต้องพับผ้าให้มีขนาดเล็ก แต่การพับจนเล็กไม่ได้ทำให้ผ้ายับ รอยยับเกิดจากแรงกดจากการวางซ้อนกันต่างหาก
    • ขั้นตอน และวิธีการพับเสื้อผ้า ตามแบบคมมาริ มีดังนี้ “ก่อนอื่นให้พับเสื้อตามแนวยาวทั้ง 2 ด้านเข้าหากึ่งกลาง จากนั้นจึงพับเก็บแขนเสื้อ พับแขนเสื้ออย่างไรก็ได้ขอแค่ไม่ให้มันโผล่ออกมาเป็นส่วนเกินก็พอ จากนั้นให้จับชายเสื้อแล้วพับครึ่งขึ้นมา ก็ด้วยการพับอีกครั้งให้เหลือครึ่งหนึ่งหรือ 1 ใน 3”
    • หากพับเสื้อผ้าแล้ว วางตั้งไม่ได้ ก็สามารถปรับจำนวนครั้งที่พับ จนกว่าจะวางตั้งได้
  • การจัดเรียงเสื้อผ้า
    • เสื้อผ้าบางชนิดสามารถแขวนได้ เช่น เสื้อผ้าสั่งตัดพิเศษ เสื้อผ้าที่บางเบาพลิ้วไหว ฯลฯ
    • แขวนเสื้อผ้าโดยไล่จากซ้ายไปขวา เสื้อผ้าหนักๆ และสีเข้มไว้ด้านซ้าย เสื้อผ้าบางเบาและสีอ่อนไว้ด้านขวา
  • การเก็บเสื้อผ้าตามฤดูกาล
    • ไม่ควรเก็บเสื้อกันหนาวไว้ในกล่องพลาสติก เพราะสุดท้ายเราจะวางของไว้บนกล่อง จะทำให้หยิบยากจนไม่อยากใส่มันอีก
    • ควรเก็บไว้ในลิ้นชักแยก และควรเปิดลิ้นชักให้แสงและอากาศถ่ายเท หรือหยิบมันมาสัมผัสบ้าง 

เคล็ดลับ

หัวใจสำคัญของการเก็บเสื้อผ้าคือ ต้องวางเรียงกันให้เราเห็นเสื้อผ้าทุกชิ้น ไม่ควรมีชิ้นไหนถูกซุกอยู่ในมุมมืด

  • การเก็บถุงเท้า
    • ควรพับถุงเท้าเป็นทบจนกว่าจะวางตั้งได้ เช่นเดียวกับเสื้อผ้า วางเรียงกันไปโดยไม่ซ้อนทับกัน
    • ไม่ควรมัดถุงเท้าไว้เป็นปมหรือม้วนเป็นลูกบอล
  • การเก็บกระเป๋า
    • ไม่ควรยัดของอย่างอื่นใส่ในกระเป๋าเพื่อรักษาทรง เพราะจะหยิบกระเป๋ามาใช้ลำบาก
    • วิธีที่ดีที่สุดในการเก็บกระเป๋าคือ ใส่กระเป๋าใบเล็กในกระเป๋าใบใหญ่ แต่ไม่ควรใส่เกิน 2 ใบ
    • ควรเก็บกระเป๋าที่มีขนาด วัสดุและความถี่ในการใช้งานใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน
    • ปล่อยสายสะพายหรือหูหิ้วของกระเป๋าให้ห้อยออกมา จะได้ไม่ลืมว่าใส่กระเป๋าใบไหนเข้าไป
    • เก็บกระเป๋าทั้งหมดไว้ในตู้เสื้อผ้า แต่ต้องเป็นจุดที่มองเห็น
    • เอาข้าวของ ออกมาจาก กระเป๋าทุกๆวัน โดยเฉพาะ ใบเสร็จ เศษเหรียญ รวมไปถึง กระดาษทิชชู่ และ อื่นๆอีกมากมาย ยกเว้นของที่ใช้บ่อย เก็บของเหล่านั้นแบบแนวตั้งไว้ในกล่องใกล้ๆ กับกระเป๋า

หนังสือ

  • สักวันจะอ่าน = ไม่มีทางได้อ่าน
    • ขอย้ำว่า ควรเลิกคิดเก็บหนังสือไว้อ่านทีหลัง ทิ้งมันไปเถอะ
    • ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือที่อ่านค้างอยู่ให้จบ ถ้าคุณอ่านมันไปแค่ 10 หน้า หน้าที่ของมันก็คือ 10 หน้านั้นแหละ
  • เก็บเฉพาะหนังสือที่ปลุกเร้าความสุขได้จริงๆ
    • ถ้าไม่ใช่หนังสือที่อ่านบ่อยๆ จริงๆ หรือปลุกเร้าความสุขได้ปานกลาง ก็ทิ้งมันไปเถอะ เพราะช่วงเวลาที่เราได้เจอหนังสือเล่มนั้นเป็นครั้งแรกก็คือช่วงเวลาที่เหมาะแก่การอ่านมันมากที่สุด

เอกสาร

  • ทิ้งให้เกลี้ยง เก็บเฉพาะ 3 หมวดหมู่นี้
    • เอกสารที่ต้องจัดการ
    • เอกสารที่ต้องเก็บ (สัญญาต่างๆ)
    • เอกสารที่ต้องเก็บ (อื่นๆ)
  • เก็บเอกสารทั้งหมดไว้ด้วยกัน
    • แนะนำให้เก็บเอกสารทั้ง 3 หมวดไว้ในแฟ้มที่เปิดได้เหมือนหนังสือ โดยไม่ต้องแบ่งหมวดย่อยอีก เพียงแต่อาจเรียงตามความถี่การใช้งาน
    • ควรทำให้แฟ้ม “เอกสารที่ต้องจัดการ” ว่างเปล่าอยู่เสมอ เพื่อสะสางเรื่องต่างๆ ออกไปจากชีวิตให้เร็วที่สุด
    • แน่นอนว่าต้องจัดเก็บแฟ้มแนวตั้ง
  • เอกสารประกอบการเรียน
    • ขอให้ตั้งใจแน่วแน่เลยว่าจะต้องทิ้งเอกสารที่ได้มาในงานอบรมหรือสัมมนาทั้งหมด
    • จงตั้งใจเรียนและนำสิ่งที่เรียนไปใช้ประโยชน์ เพราะถ้าไม่ใช้ เก็บเอกสารไว้ก็เปล่าประโยชน์
  • คู่มือและใบรับประกันเครื่องใช้ไฟฟ้า
    • อ่านคู่มือให้ละเอียดแล้วทิ้งไปซะ หรือจะเก็บไว้ในแฟ้มเดียวกับเอกสารอื่นก็ได้
    • ใบรับประกันเครื่องใช้ไฟฟ้าควรเก็บรวมกันในซองแฟ้มเดียวโดยไม่ต้องแยกหน้าหรือแยกหมวดอีก

ของจิปาถะ

  • เศษเหรียญ
    • เก็บเศษเหรียญใส่กระเป๋าสตางค์เท่านั้น เพราะถ้าไม่ใส่กระเป๋าสตางค์ เราจะไม่ได้เอาเหรียญออกมาใช้เลย
    • กระปุกออมสินก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี เพราะเหรียญจะอยู่ในจุดที่เรามองไม่เห็น และก็ไม่ได้นำออกมาใช้เหมือนกัน
  • ของขวัญ
    • ของขวัญไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่เป็นช่องทางในการถ่ายทอดความรู้สึกของอีกฝ่าย คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดถ้าจะโยนของขวัญทิ้งไป ขอเพียงกล่าวขอบคุณของขวัญชิ้นนั้นที่ให้ความสุขกับคุณตอนที่รับมันมาก็พอ
  • กล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า
    • ไม่ควรเก็บกล่องต่างๆ แค่ “เผื่อไว้” ใช้ใส่ของ ควรกังวลเรื่องกล่อง เฉพาะตอนที่จะใช้จริงๆ เท่านั้น
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า สายไฟเก่า
    • ทิ้งหรือขายไปเลย
  • เครื่องสำอางขนาดทดลอง
    • ทิ้งไปเลย
  • ของฟรี
    • ทิ้งไปเลย

ของที่มีคุณค่าทางจิตใจ

ไม่ว่าเรื่องราวตอนนั้นจะยอดเยี่ยมสักแค่ไหน เราก็ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับอดีตได้ ความสุขและความตื่นเต้นที่เราได้สัมผัสในตอนนี้ต่างหากที่สำคัญกว่า
  • บ้านพ่อแม่ไม่ใช่ที่เก็บของเก่า
    • การที่เรามีบ้านอีกหลัง หรือบ้านของพ่อแม่ไว้ส่งของไปเก็บนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะสุดท้ายแล้วของเหล่านั้นก็จะถูกปิดตายอยู่ดี
  • สิ่งของที่เตือนให้ระลึกถึงลูก
    • ถึงจะเป็นของที่ชวนให้นึกถึงความน่ารักในวัยเด็กของลูก ก็ควรทิ้งไปอยู่ดี ลูกของคุณอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ (ผู้เขียน: เอาใจใส่ลูกในปัจจุบันดีกว่าหวงของเก่านะ)
  • ภาพถ่าย
    • การคัดเลือกภาพถ่ายมีวิธีเดียว คือ เลือกทีละรูป
    • เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและเสี่ยงที่จะทำให้การจัดบ้านหยุดชะงักที่สุด จึงต้องทำเป็นอย่างสุดท้าย
    • ภาพไหนที่จำไม่ได้แล้วว่าถ่ายที่ไหน หรือไม่ปลุกเร้าความสุข ก็สมควรทิ้งไป

พื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ในตอนนี้ ควรเป็นพื้นที่สำหรับตัวตนของเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สำหรับตัวตนในอดีต

3. กำหนดตำแหน่งตายตัวให้ข้าวของภายในบ้าน

การกำหนดที่ทางให้ของแต่ละชิ้น เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะไม่ทำให้บ้านกลับมารกอีก

  • การจัดเก็บต้องเรียบง่ายที่สุด
    • จัดเก็บเรียบง่ายเพื่อให้มองเห็นได้ในแวบเดียว
  • เก็บของหมวดหมู่เดียวกันไว้ที่เดียวกัน
  • ไม่จำเป็นต้องเก็บทุกอย่างไว้ใกล้มือ ขอแค่ใช้แล้วเก็บเข้าที่ง่าย
  • เก็บของแนวตั้ง แทนการวางทับกัน
    • เก็บของแนวตั้งทำให้เห็นชัดเจนว่า ของกำลังเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
  • อุปกรณ์การเก็บเจ๋งๆ ไม่ช่วยอะไร ถ้านิสัยไม่เปลี่ยน
  • เก็บของที่วางเกะกะเข้าตู้ให้หมด
  • ของที่ใช้งานบ่อยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันเสมอไป
    • แชมพู สบู่ เมื่อใช้เสร็จแล้ว ควรเช็ดให้แห้งและเก็บไว้ในตู้ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ข้างนอกให้โดนความชื้นจนมีคราบสะสมที่ขวด
    • เครื่องปรุง ควรเก็บไว้ในตู้ ไม่ควรเก็บไว้ข้างเตา เพราะจะโดนน้ำมันกระเด็นใส่จนเป็นคราบเช่นกัน และทำให้ทำความสะอาดเตายากด้วย
    • ฟองน้ำ จาน ชาม เมื่อล้างจานเสร็จแล้ว ควรผึ่งให้แห้ง แล้วใส่เข้าตู้ให้เร็วที่สุด แม้แต่ฟองน้ำเอง ก็ไม่ควรตั้งไว้ข้างอ่างล้างจาน เพราะจะทำให้ชื้นอยู่ตลอดเวลา
  • เวลาซื้อของมาใหม่ ให้แกะหีบห่อ แล้วเก็บเข้าที่ทันที

เคล็ดลับ

จัดของทุกชิ้นให้อยู่ในจุดที่มองเห็นและหยิบจับได้

ข้อดีของวิธีจัดบ้านแบบคมมาริ

1. ค้นพบสิ่งที่อยากทำอย่างแท้จริง
2. สร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง
3. อยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดอดีตและกังวลกับอนาคต
4. รู้ว่าอะไรจำเป็นกับเราจริงๆ
5. สุขภาพดีขึ้น

ผลจากการลองใช้วิธีจัดบ้านแบบ konmari

ความสำเร็จ

  • บ้านเป็นระเบียบและสะอาดขึ้นจริงๆ
    • ทีมงานของเราทิ้งของไปเยอะมากๆ
    • ถึงที่บ้านจะ ไม่ได้เป็นระเบียบ ตามที่หวังไว้ (เพราะ ติดปัญหาบางอย่าง ตามด้านล่าง) แต่ก็จัดบ้านครั้งต่อๆ ไปง่ายขึ้นมาก เพราะ ของน้อยลงจริงๆ (ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็จัดเสร็จ)
  • คิดก่อนเอาของเข้าบ้านมากขึ้น
    • ก่อนซื้อเสื้อผ้าจะลองจนกว่าจะพอใจ ถ้าไม่พอดีจริงๆ จะไม่ซื้อเด็ดขาด เพราะรู้ว่าสุดท้ายแล้วต้องทิ้งอยู่ดี
    • ไม่รับของฟรี หรือของจับฉลากพร่ำเพรื่ออีก เช่น ถ้ามีการเล่นบัดดี้กันในออฟฟิศ ก็ขอบัดดี้เราไปเลยว่าอยากได้อะไร
  • ไม่บ้าสมบัติเหมือนเมื่อก่อน
    • แม้แต่ของที่มีคุณค่าทางจิตใจวัยเด็ก ก็ไม่ได้สนใจมากแล้ว ตัดใจทิ้งได้ง่ายๆ
    • หนังสือที่เคยเป็นของสะสมก็น้อยลง จนเหลือเฉพาะเล่มที่ชอบจริงๆ และมีแนวโน้มน้อยลงอีก

ปัญหาที่เจอ

  • เฟอร์นิเจอร์ไม่พอ
    • ตามที่คนโด มาริเอะบอก ขนาดห้องไม่ใช่ปัญหา แต่ห้องทีมงานของเรามีเฟอร์นิเจอร์และกล่องเก็บของน้อยเกินไป ทำให้ของบางอย่างไม่มีที่เก็บเป็นกิจจะลักษณะ
    • พอไม่มีที่เก็บ ก็จะเริ่มทำความสะอาดยาก ทำให้ห้องไม่สะอาดเหมือนช่วงแรกหรือกลับมารกอีก (แต่ก็จัดง่ายขึ้นเพราะของน้อย)
  • บางข้อใช้ไม่ได้จริง เช่น
    • การพับผ้า ปรากฎว่าพับตามหนังสือแล้ว ก็ยับอยู่ดี (แต่ก็ยังดีกว่าซ้อนทับกัน เพราะซ้อนทับไม่ใช่แค่ยับ แต่ยังเละตอนหยิบด้วย)
    • การแขวน-ห้อย เสื้อผ้า เรียงตามสี รู้สึกว่ายุ่งยากเกินไป แขวนๆ ไปเถอะ อาจจะดูไม่เนี้ยบ 100% แต่ก็ เป็นระเบียบมากแล้ว เพราะของน้อยลงเยอะ
  • แค่ทิ้ง กับ จัดให้เป็นระเบียบ ไม่พอ
    • ปัญหาอีกข้อหนึ่งของทีมงานก็คือ การทำความสะอาด ซึ่งคนโด มาริเอะ ไม่ได้พูดถึงละเอียดซักเท่าไร
    • แม้ว่าบ้านจะเป็นระเบียบแล้ว แต่ถ้าไม่ขยันทำความสะอาด ก็ยังถือว่าไม่เป็นระเบียบเท่าที่ควรอยู่ดี
    • ข้อนี้ โทษคนโด มาริเอะ อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะต้นเหตุอาจจะเป็นเพราะเฟอร์นิเจอร์ไม่พอด้วย
  • ไม่สามารถจัดบ้านเพียงครั้งเดียวได้จริงๆ
    • ครั้งแรกเราจะยังตัดใจทิ้งได้ไม่เก่งนัก และหลังจากจัดเสร็จ เราก็อาจยังซื้อของที่ไม่เหมาะกับเราจริงๆ เข้ามาอยู่บ้าง
    • เวลาเปลี่ยน ความพึงพอในเปลี่ยน สิ่งของเครื่องใช้อะไรก็เก่าลง อะไรที่เคยปลุกเร้าความสุข ก็อาจไม่เหมือนเดิม แนะนำว่าจัด Big Cleaning Day ปีละ 1 ครั้งกำลังดี

ออกแบบภายใน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *