ความเหลื่อมล้ำ เป็นความเสี่ยงต่อประเทศ ถ้าไม่แก้ไข

ความเหลื่อมล้ำ

ในไทยเรา มีปัญหา ความเหลื่อมล้ำ เป็นอันดับแรก ๆ ของโลก และ วิกฤติโควิด ก็ทำให้ ความเหลื่อมล้ำ รุนแรงขึ้น เพราะ กระทบคน ในสังคม แตกต่างกัน

เหตุการณ์โควิด ทำให้ คนจน ถูกกระทบมากยิ่งกว่า คนรวย ที่ต้องตระหนัก คือ ความเหลื่อมล้ำ ที่ประเทศมี จะไม่ดีขึ้น ถ้าไม่มี การแก้ไข และ อาจเป็นความเสี่ยง ต่อเศรษฐกิจ และ ความยั่งยืน ของประเทศได้ ทำให้ สังคมต้องร่วมกัน แก้ปัญหา

    วิกฤติโควิด ที่เกิดขึ้น ทั้งใน เรื่อง สาธารณสุข และ เศรษฐกิจ กระทบ คนในสังคมไม่เท่ากัน เพราะความสามารถ ในการหารายได้ และ รองรับผลกระทบ ที่เกิดขึ้น ของคนในสังคม แตกต่างกัน ที่ถูกกระทบมาก คือ คนจนที่มีช่องทางหารายได้ จำกัด แต่มี จำนวนมาก

เมื่อ ถูก กระทบ จากโควิด รายได้ คนส่วนใหญ่ จึงหายไป หรือ ไม่เพิ่ม ต่างกับคนรวย ที่มีจำนวนน้อยกว่า แต่ รายได้ขยายตัว แม้ว่าถูกกระทบ จากโควิด

เพราะ มีรายได้ทั้ง จากการทำงาน และ สินทรัพย์ ความแตกต่าง นี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำในประเทศ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

วิกฤติโควิด กระทบต่อความเป็นอยู่ ของประชาชน และ ความเหลื่อมล้ำ ในสามช่องทาง

1) กระทบกับรายรับ จาก เศรษฐกิจ ที่ไม่ขยายตัว ทำให้รายได้ ลดน้อยลง หรือ กิจการต้องปิด ทำให้ไม่มี รายได้ หรือ ตกงาน

2) .ความสามารถใน การป้องกัน ตนเอง จากการระบาด ทั้ง ในชีวิตประจำวัน เช่น มีหน้ากากอนามัย  การได้รับ การรักษา และ เข้าถึง บริการสาธารณสุข อย่างถูกต้อง และ ทันเวลาเมื่อป่วย และ การเข้าถึงวัคซีน

3) .ความสามารถใน การปรับตัว เมื่อวิกฤติเกิดขึ้น เช่น มีเงินออม ที่จะ ใช้จ่ายเมื่อตกงาน ความสามารถ ในการ เข้าถึงการ ช่วยเหลือ ของภาครัฐ

รวมถึงมีทรัพยากร ที่จะช่วยในการปรับตัว เช่น การเรียนออนไลน์ ชัดเจนว่า คนจน จะมีปัญหาในทั้งสามเรื่องนี้ มากกว่าคนรวย ทำให้ ความเหลื่อมล้ำ เพิ่มมากขึ้น ทั้งความเหลื่อมล้ำในรายได้ และ ในโอกาส ที่จะเข้าถึงบริการ และ สิ่งที่จำเป็นต่างๆ

สำหรับ ประเทศไทย มีอีกสามเรื่อง เกี่ยวกับโควิด และ ความเหลื่อมล้ำ ที่เราต้องตระหนัก
 หนึ่ง ความเหลื่อมล้ำ ที่มากขึ้น เป็นผลเนื่องมาจาก องค์ประกอบ การกระจายรายได้ ที่ประเทศมี ที่มีความเหลื่อมล้ำมาก ทำให้ผลกระทบ และ การฟื้นตัว ของ เศรษฐกิจ จาก วิกฤติโควิด จึงออกมาแบบ ตัวอักษร K ที่ให้ประโยชน์คน ในสังคมต่างกัน

กล่าวคือ คนส่วนน้อย ที่เป็นเหมือนเส้นลาด ขึ้นของ ตัวอักษร K มีการขยายตัว ของรายได้ แม้ ประเทศ จะประสบวิกฤติโควิด เป็นกลุ่มคน ที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัว ของภาคอุตสาหกรรม การส่งออก  การขนส่ง เกษตร อาหาร เครื่องดื่ม และ การธนาคาร ที่ธุรกิจเหล่า นี้ขยายตัวในช่วงโควิด

ในตอนที่ ธุรกิจกลุ่มบริการ การค้าขาย และ ภาคท่องเที่ยว ที่ส่วนใหญ่ เป็นธุรกิจ SME และ เป็นฐานจ้างงาน ของ คนรายได้น้อย จำนวนมาก ถูกกระทบมาก จากวิกฤติโควิด และ ฟื้นตัวช้า เหมือนเส้นลาดลง ของ ตัวอักษร K ความแตกต่าง นี้ ส่งผล ต่อรายได้ ของ คนสองกลุ่ม ที่ต่างกัน กระทบ การกระจายรายได้ ของประเทศ

สอง ความเหลื่อมล้ำ ที่ เศรษฐกิจ มีจะ ไม่ดีขึ้น ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องมาจาก การจัดการปัญหา ที่จริงจัง นี่เป็น ความจริงที่เกิดขึ้น ในทุกประเทศ และ การแก้ไข ต้องทำในสองระดับ คือ ระดับก่อนการเกิด ขึ้นของ รายได้ และ ระดับหลังการเกิดขึ้น ของรายได้

ระดับ ก่อนการเกิดขึ้น ของรายได้ ห มายถึง ทำให้ ระบบเศรษฐกิจ มีโครงสร้าง ที่กระจายรายได้ จากการผลิต ให้แก่ กลุ่มคนต่างๆ อย่างทั่วถึง และ เป็นธรรม

ซึ่ง โครงสร้าง นี้จะมา จาก นโยบายเ ศรษฐกิจ ที่เน้นการสร้างช่องทาง ให้คนภายในประเทศ มีความสามารถ ในการหา รายได้ เพื่อ ยกระดับ ความเป็นอยู่  ของตนเอง และ ครอบครัว

ตัวอย่าง เช่น การปฏิรูป ที่ดิน ที่ทำให้ เกษตรกร มีโอกาสหาเ ลี้ยงชีพ เพราะ มีที่ดิน เป็นของตนเอง โอกาสในการ เข้าถึงบริการสาธารณสุข

โอกาสในการได้รับ การศึกษาที่ดี โอกาส ในการมีงานทำ  โอกาสในการเข้าถึ งสินเชื่อ และ บริการทางการเงิน เพื่อเริ่มธุรกิจ และ โอกาสที่ได้รับ ความคุ้มครองทางกฎหมาย อย่างเท่าเทียมกัน

ทั้งหมด ก็เพื่อให้ประชาชน สามารถยกระดับ ความสามารถ ในการหารายได้ แล ะความเป็นอยู่ของตน ให้สูงขึ้นตาม กลไกตลาด การแข่งขัน และ ตามสิทธิที่พึงได้ ในฐานะ ประชาชน

ระดับ หลังการเกิดขึ้น ของรายได้ หมายถึง นโยบาย ที่จะทำให้ การ กระจายรายได้ ที่เกิดขึ้นจาก  การผลิตเป็นธรรม มากขึ้น ผ่าน นโยบายภาษี และ มาตรการ ใช้จ่ายของ ภาครัฐ เช่น การจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า คือ มีมากจ่ายมาก

ระบบภาษี ที่เก็บจากทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน และ ภาษี ที่เก็บจากการถ่ายเท ความเป็นเจ้า ของ ทรัพย์สินระหว่างรุ่น เช่น ภาษีมรดก ด้านการใช้จ่าย ก็คือระบบการช่วยเหลือ โดยภาครัฐเมื่อประชาชนชราภาพ เจ็บป่วย หรือ ตกงาน คือ ระบบสวัสดิการสังคม

มาตรการ เหล่านี้ ใช้กันแพร่หลาย ในต่างประเทศ และ เป็นกลไก ที่ สร้างแรงจูงใจ ให้คนในประเทศทำงาน เพราะ มั่นใจว่า การช่วยเหลือทางสังคม ที่รัฐจัดให้ จะทำให้ความ เป็นอยู่ของตน มีการดูแลตามควรตลอด ช่วงชีวิต

ระบบภาษี และ มาตรการ ช่วยเหลือ ทั้งสองระดับนี้ อยู่ในวิสัย ที่สังคมที่มีขนาดเศรษฐกิจ อย่างประเทศเรา สามารถจัดให้มีได้ เพื่อ เป็นกลไก ที่สร้างพลัง สร้างความหวัง และ ความมั่นคง

ให้กับประชาชน ของประเทศ แต่ข้อเท็จจริง คือ เรายังไม่ได้ทำอะไรมาก ในทั้งสองระดับนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ของประเทศจึง มีมาก

สาม ความเหลื่อมล้ำ ถ้าไม่มีการแก้ไข ก็จะรุนแรงมากขึ้น และ อาจเป็นความเสี่ยง ต่อทั้งระบบ เศรษฐกิจ และ สังคม

เพราะ ความเหลื่อมล้ำ มีผล โดยตรงต่อ ความสมานฉันท์ และ ความไว้วางใจ ระหว่าง คนในสังคม ซึ่ง มีผล โดยตรง ต่อการเติบโต ของ เศรษฐกิจ กล่าวคือ

ความเหลื่อมล้ำ ที่รุนแรงจะทำให้คน ในสังคม อยู่กันอย่างไม่อบอุ่น ไม่สมานฉันท์ เกิดความรู้สึก ไม่ปลอดภัย ไม่จริงใจ และ ไม่ไว้วางใจ ซึ่งกันและกัน

ผลคือ สังคมจะ เป็นเหมือน สองสังคมซ้อนกัน คือ สังคมคนมี และ สังคมคนไม่มี ทำให้ คนในสังคม มีโอกาสขัดแย้ง กันสูง

เกิดเป็น ความเสี่ยงต่อการทำธุรกิจ และ กระทบการลงทุน เมื่อธุร กิจไม่ลงทุน เศรษฐกิจ ก็จะขยายตัว ในอัตราต่ำ ไม่มีการจ้างงาน ทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่มีรายได้ ความเหลื่อมล้ำ ก็ยิ่งรุนแรง ส่งผลให้ความไม่สมานฉันท์ แล ะความขัดแย้ง ยิ่งมีมาก นี่คือ ความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้น

ประเทศ ที่จะเติบโต ได้อย่างยั่งยืน จำเป็นที่จะ ต้องมี ความ สมานฉันท์ ของคน ในสังคม เป็นเงื่อนไขสำคัญ คือ ไม่มีความแตกแยก หรือ ขัดแย้ง รุนแรง ซึ่ง สาเหตุหลัก ของ ความขัดแย้ง มักมาจาก ความรู้สึกไม่เป็นธรรม ซึ่ง สะท้อนให้เห็น จากความเหลื่อมล้ำ ที่ประเทศ

มีทั้ง ในการ หารายได้ โอกาส และ ได้รับการคุ้มครอง ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ประเทศ ควรต้องมี นโยบาย ที่ให้ความสำคัญ ในการดูแล เรื่องเหล่านี้

แม้กระนั้น สำคัญที่สุด ก็คือ คนในประเทศ ต้องตระหนัก ในปัญหาที่มี เข้าใจถึงความเสี่ยง และ ความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้น ถ้าปัญหาไม่มีการแก้ไข และ ร่วมกัน สนับสนุน การแก้ไขปัญหา ให้เกิดขึ้น.

 

เล่นบาคาร่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *